วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ 8,400 ไร่ เทิดไท้องค์ราชัน เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา

ลักษณะของโครงการ


การปลูกป่าไม้เป็นแนวพระราชดำริทุกประการแห่งองค์กษัตริย์นักพัฒนาที่ทุกคนยึดถือ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 26 สำนักงานพัฒนาภาค 2 ตั้งอยู่ที่บ้านโคกพัฒนา ตำบลไร่ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ร่วมกับ ค่ายกฤษณ์ศรีวรา ร.๓ พัน.๑ โดยมี พ.อ.คมพิจักษ์ วัณณะพันธุ์ ผู้บังคับหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาการเคลื่อนที่ 26 ได้กำหนดเอาโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ซึ่งมีพื้นที่ติดเชิงเขาภูพาน เป็นสถานที่ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ 8,400 ไร่ เทิดไท้องค์ราชัน เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ซึ่งมีข้าราชการ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักเรียน ประชาชนในพื้นที่ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณานิคม ร่วมกันปลูกป่า จำนวน 40 ไร่ โดยการปลูกต้นไม้เศรษฐกิจและไม้อนุรักษ์ เพื่อปลูกฝังให้ทุกคนมีจิตสำนึกหวงแหนป่าไม้ เพื่อรักษาพื้นที่ป่า เพิ่มความชุ่มชื้นช่วยลดภาวะโลกร้อน และสร้างจิตสำนึกในการหวงแหนป่าไม้ ตลอดจนเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554

เหตุผลในการจัดตั้งโครงการ

 ปัจจุบันทรัพยากรป่าไม้ถูกทำลายไปจำนวนมาก เนื่องจากชาวบ้านยังขาดความรู้ ไม่เห็นความสำคัญ และขาดจิตสำนึกในการหวงแหนป่าไม้ ดังนั้น หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาการเคลื่อนที่ 26 สำนักงานพัฒนาภาค 2 จึงมีโครงการนำข้าราชการ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักเรียน ประชาชนในพื้นที่ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณานิคม เข้าร่วมกันปลูกต้นไม้ขึ้น โดยมีการปลูกทั้งต้นไม้เศรษฐกิจและต้นไม้อนุรักษ์ เพื่อให้ทุกคนเกิดจิตสำนึก เกิดความตระหนักในการร่วมกันดูแลรักษาให้พื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้น และยังทำให้เกิดความชุ่มชื้นช่วยลดภาวะโลกร้อน








การดำเนินการโครงการ

ในการปลูกป่าครั้งนี้ กองบัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้มอบหมายให้หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาการเคลื่อนที่ 26 สำนักงานพัฒนาภาค 2 ดำเนินการโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ 8,400 ไร่ ประจำปี 2552 โดยหน่วยฯ ได้รับแบ่งมอบพื้นที่ดำเนินการเป็นระยะเวลา 3 ปี ปีละ 80 ไร่ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551-ธันวาคม 2554 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และแสดงถึงความสามัคคีของคนในชาติ อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่ราษฎร เยาวชนในพื้นที่ ในการอนุรักษ์ป่าไม้ และเพิ่มจำนวนผืนป่าให้กลับคืนมาโดยการอยู่ร่วมกับป่าได้ โดยไม่มีการทำลายป่าและรักษาผืนป่าให้มีความอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งพืชพันธุ์ธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์ต่อไป ดังพระราชดำรัสซึ่งเป็นการทรงงานประการหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ “ปลูกป่าในใจคน”


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแนวพระราชดำริของการปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔อย่าง ไว้ดังนี้


ลักษณะทั่วไปของป่า ๓ อย่าง

"...ป่าไม้ที่จะปลูกนั้น สมควรที่จะปลูกแบบป่าใช้ไม้หนึ่ง ป่าสำหรับใช้ผลหนึ่ง ป่าสำหรับใช้เป็นฟืนอย่าง

หนึ่ง อันนี้แยกออกไปเป็นกว้างๆ ใหญ่ๆ การที่จะปลูกต้นไม้สำหรับได้ประโยชน์ดังนี้ ในคำวิเคราะห์ของ

กรมป่าไม้รู้สึกจะไม่ใช่ป่าไม้ เป็นสวน หรือจะเป็นสวนมากกว่าป่าไม้ แต่ในความหมายของการช่วยเหลือ

เพื่อต้นน้ำลำธารนั้น ป่าไม้เช่นนี้จะเป็นสวนผลไม้ก็ตามนั่นแหละเป็นป่าไม้ที่ถูกต้อง เพราะทำหน้าที่เป็นป่า

คือ เป็นต้นไม้และทำหน้าที่เป็นทรัพยากรในด้านสำหรับให้ผลที่มาเป็นประโยชน์แก่ประชาชนได้..."

ประโยชน์ที่ได้รับ ๔ อย่าง

"...การปลูกป่า ๓ อย่าง แต่ให้ประโยชน์ ๔ อย่าง ซึ่งได้ไม้ผล ไม้สร้างบ้าน และไม้ฟืนนั้น สามารถให้

ประโยชน์ได้ถึง ๔ อย่าง คือ นอกจากประโยชน์ในตัวเองตามชื่อแล้ว ยังสามารถช่วยอนุรักษ์ดินและ

ต้นน้ำลำธารด้วย..."

และยังได้มีพระราชดำรัสเพิ่มเติมได้พระราชทาน ณ โรงแรมริมคำ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2523 ว่า

"...การปลูกป่าถ้าจะให้ราษฎรมีประโยชน์ให้เขาอยู่ได้ ให้ใช้วิธีปลูกไม้ ๓ อย่าง แต่มีประโยชน์ ๔ อย่าง

คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ โดยปลูกรองรับการชลประทาน ปลูกรับซับน้ำ และปลูกอุดช่วง

ไหลตามร่องห้วย โดยรับน้ำฝนอย่างเดียว ประโยชน์อย่างที่ ๔ คือได้ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ..."

หลักการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ว่าเป็นแนวคิดของการผสมผสานการอนุรักษ์ ดิน น้ำ และการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ควบคู่กับความต้องการด้านเศรษฐกิจ ด้วยการจำแนกป่า 3 อย่าง ดังนี้

1. ป่าไม้ใช้สอย คือ ไม้โตเร็ว สำหรับใช้ในครัวเรือน เช่น สะเดา ไม้ไผ่

2. ป่าไม้กินได้ คือ ไม้ผล เช่น มะม่วง และผักกินใบต่างๆ

3. ป่าไม้เศรษฐกิจ คือ ไม้ที่ปลูกไว้ขาย หรือไม้เศรษฐกิจ เช่น ไม้สัก


ส่วนประโยชน์ 4 อย่าง จำแนกประโยชน์แต่ละอย่างออกเป็น

1. ป่าไม้ใช้สอย นำมาสร้างบ้าน ทำเล้าเป็ด เล้าไก่ ด้ามจอบเสียม ทำหัตถกรรม หรือกระทั่งใช้เป็นเชื้อเพลิง (ฟืน) ในการหุงต้ม

2. ป่าไม้กินได้ นำมาเป็นอาหาร ทั้งพืชกินใบ กินผล กินหัว และเป็นยาสมุนไพร

3. ป่าไม้เศรษฐกิจ เป็นแหล่งรายได้ของครัวเรือน เป็นพืชที่สามารถนำมาจำหน่ายได้ ซึ่งควรปลูกพืชหลากหลายชนิดเพื่อลดความเสี่ยงเรื่องราคาตกต่ำและไม่แน่นอน

4. ประโยชน์ในการช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ การปลูกพืชที่หลากหลายอย่างเป็นระบบ จะช่วยสร้างสมดุลของระบบนิเวศในสวน ช่วยปกป้องผิวดินให้ชุ่มชื้น ดูดซับน้ำฝน และค่อยๆ ปลดปล่อยความชื้นสู่สวนเกษตรกรรม

การปลูกพันธุ์ไม้ในพื้นที่ตามความเหมาะสม แต่ให้ได้องค์ประกอบซึ่งให้เกิดความพออยู่ พอกิน พอใช้ ดังนี้

ปลูกเพื่อให้เกิดความเพียงพอในด้านพออยู่ เช่น การปลูกต้นไม้สำหรับใช้เนื้อไม้มาปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เช่น ไม้ตะเคียนทอง, สัก, ยางนา, มะฮอกกานี, กระทินเทพา, จำปาทอง ฯลฯ

ปลูกเพื่อให้เกิดความเพียงพอในด้านการพอกิน เช่นการปลูกต้นไม้สำหรับใช้กิน เป็นอาหาร เป็นยาสมุนไพร เป็นเครื่องดื่ม ตลอดจนพืชที่ปลูกเพื่อการค้าขายผลผลิตเพื่อดำรงชีพ เช่น ไม้ผลต่าง ๆ ได้แก่ เงาะ, ทุเรียน, มังคุด, ลองกอง, มะม่วง ฯลฯ ไม้ที่ให้ผลผลิตเพื่อขาย เช่น ปาล์ม, มะพร้าว, ยางพารา ฯลฯ

ปลูกเพื่อให้เกิดความเพียงพอในด้านการพอใช้ เช่น ปลูกต้นไม้สำหรับใช้สอย ในครัวเรือน ใช้พลังงาน ใช้เป็นเครื่องมือต่าง ๆ ในการประกอบอาชีพ ได้แก่ ไม้ไผ่,หวาย สำหรับจักสานเป็นเครื่องเรือน ของใช้ ฯลฯ ไม้โตเร็วบางชนิดที่ใช้เป็นไม้ฟืน,ถ่าน ไม้พลังงาน เช่น สบู่ดำ, ปาล์ม ฯลฯ ไม้ทำเครื่องมือการเกษตร ได้แก่ การทำด้ามจอบ, มีด, ขวาน, ทำรถเข็น, โต๊ะ, เก้าอี้, ตู้ ฯลฯ



องค์ประกอบตามวัตถุประสงค์ ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง



ป่าไม้ในระบบนิเวศ

ป่าไม้ ในดินมีแร่ธาตุต่างๆ ที่เข้ามาสู่ระบบนิเวศของป่าไม้ บางส่วนมาพร้อมกับน้ำฝน บางส่วนหมุนเวียนอยู่ในสิ่งมีชีวิตต่างๆ โดยพืชรับแร่ธาตุ สารอาหารต่างๆ เข้ามาทางรากและลำเลียงผ่านลำต้นไปสะสมในส่วนต่างๆ จนถึงยอดเมื่อส่วนของลำต้น กิ่งก้าน ดอก ใบ หรือผล หลุดร่วงลงมาบนพื้นดินจะเน่าเปื่อยและถูกย่อยสลาย โดยกระบวนการย่อยสลายอินทรียสารของจุลินทรีย์แร่ธาตุต่างๆ จากพืชก็จะคืนสู่ธรรมชาติคือลงไปสะสมอยู่ในดิน และจะหมุนเวียนไปสู่ส่วนต่างๆ ของพืชจนถึงยอดเช่นเดิม






บทวิเคราะห์

แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะทรงคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งเสมอ ดังนั้นแนวพระราชดำริเรื่องการปลูกป่าจะต้องให้บรรลุวัตถุประสงค์พื้นฐาน 3 ประการ

1. ประชาชนต้องปลูกบ้าน จึงต้องปลูกไม้ที่ใช้สร้างบ้าน

2. ประชาชนจะต้องเก็บเกี่ยวกินและเอาไปขาย จึงต้องมีไม้ผล

3. ประชาชนต้องมีการหุงต้ม จึงต้องมีไม้เชื้อเพลิง คือ มีไม้สำหรับทำฟืน

ไม้ทั้ง 3 ประเภทรวมกันเป็นป่าไม้ ดังพระราชดำริที่ว่า

"...ปลูกป่าไม้ยืนต้น ป่าไม้ผล ป่าไม้ฟืน และป่าไม้ใช้สอยบริเวณเหนือเขื่อน หรือฝายน้ำล้น เพื่อยึดดินไม่ให้ถูกน้ำชะพังทะลาย เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดินและอากาศ ตลอดจนให้ราษฎรได้มีผลไม้บริโภค และมีไม้ใช้สอยตามความจำเป็น..." (พระราชดำรัส 19 ธ.ค. 2523)

แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นโครงการที่พระองค์พระราชดำริขึ้นมาเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น สร้างความสมดุลให้แก่ธรรมชาติ ให้มีความสงบร่มรื่น และในโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ 8,400 ไร้ เทิดไท้องค์ราชัน เป็นโครงการที่ดี ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ ใช้ประโยชน์จากป่าไม้อย่างรู้คุณค่า และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงงานอย่างหนักเพื่อนำความสุขมาให้กับราษฎร สมดังพระราชดำรัสที่ว่า “ เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
          โครงการปลูกป่า 3 อย่าง เพื่อประโยชน์ 4 อย่างเป็นแนวคิดของการผสมผสานการอนุรักษ์ดิน น้ำ และการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ มีการหมุนเวียนของระบบนิเวศอย่างสมบูรณ์ควบคู่ไปกับความต้องการด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อป้องกันมิให้เกิดการบุกรุกทำลายป่าไม้ อันเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารและส่งเสริมให้คนไทยรู้จักการนำทรัพยากรป่าไม้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำ


จัดทำโดย
นนร.จามิกร  วงศ์สีดา ชั้นปีที่ ๒ กอง สังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา
อาจารย์ที่ปรึกษา
ร.อ.ฐนัส  มานุวงศ์